แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภปร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภปร แสดงบทความทั้งหมด

เหรียญคุ้มเกล้า ปี 2522 อีกหนึ่งเหรียญที่พุทธคุณสูง พิธีพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์

เหรียญคุ้มเกล้า พระเจ้าอยู่หัว ภปร 2522
ในวาระครบรอบ๓๐ปีของการ ให้บริการของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๒๒ กองทัพอากาศได้ดำริสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินขนาดใหญ่สูง ๑๒ ชั้น มีดาดฟ้าเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์สำหรับลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ พร้อมด้วยเครื่องอำนวย ความสะดวกและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล และเสริมสร้างพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมสิ้นค่าใช้จ่าย ๖๐๐ ล้านบาท จากเงินที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมใจกันบริจาค

ในโอกาสที่มูลนิธิคุ้มเกล้าฯได้จัดพีธีถวายพระพรชัยมงคลในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๖ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆ-ปรินายก ทรงเป็น องค์ประธานพร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่รวม ๖๐ รูป ณ อุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนั้นได้อาราธนาพระเถระนุเถระทั้งหมดนี้ ทำพิธีลงอักขระแผ่น ทอง นาก เงินเป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นได้นำแผ่นทอง นาก เงิน ไปให้พระเถราจารย์ผู้ทรงคุณทั่วประเทศจารึกอักขระจนครบ๑,๒๕๐ รูป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเททองหล่อพระพุทธรูป คุ้มเกล้าฯ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ใน วันจันทร์ ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๗ ซึ่งตรงกับวันที่พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวนสุจิณโณมีอายุครบ ๙๗ พรรษา โดยมีสมเด็จพระสังฆราชฯ พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณอีก ๙ รูป เจริญชัยมงคลคาถาในโอกาสนี้ได้ทรงทำพิธีหลอมแผ่นทอง นาก เงิน ที่ได้ทำพิธีลงอักขระ แล้วเป็นชนวนนำไปสร้างวัตถุมงคล คุ้มเกล้าฯ ต่อไป

จัดสร้าง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยโยงสายสิญจน์จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มายังปะรำพิธีในคืนวันที่ ๖ - ๙ เมษายน ๒๕๒๗ รวม ๔ คืน โดยนิมนต์พระเถรานุเถระผู้ทรงคุณทั่วประเทศจำนวน ๑๐๘ รูปร่วมทำพิธี

พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล "คุ้มเกล้าฯ" ๖ เมษายน ๒๕๒๗ ในวันแรกของพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดไฟพระฤกษ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มอบให้พลอากาศเอกประพันธ์ ธูปะเตมีย์ผู้บัญชาการทหารอากาศ อัญเชิญเข้าขบวนแห่มายังปะรำพิธี จากนั้นในเวลา ๑๙.๑๙ น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกได้เสด็จมาจุดเทียนจากไฟพระฤกษ์เริ่มพิธีพุทธาภิเษกจนถึงรุ่งอรุณ ของวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๗ จึงได้เชิญเสด็จสมเด็จพระญาณสังวรดับเทียนชัยเป็นอันเสร็จพิธีพุทธาพิเษกนับเป็นพิธีพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์

เกจิคณาจารย์ เช่น 
หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง , 
หลวงพ่อเกษม เขมโก ลำปาง , 
หลวงปู่ดุลย์ วัดบูรพา สุรินทร์ , 
หลวงพ่อสิม วัดถ้ำผาปล่อง , 
หลวงพ่อบุญมี วัดท่าสะต๋อย , 
ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
หลวงพ่อคำแสน วัดถ้ำผาเงา , 
หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ , 
หลวงพ่อเปรื่อง วัดบางคลาน , 
หลวงพ่อหลุย วัดเจติยาวิหาร , 
หลวงพ่อพวง วัดศรีธรรมาราม ยโสธร , 
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ , 
หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
หลวงปู่สาม วัดป่าไตรวิเวก , 
หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง , 
หลวงพ่อโอด วัดจันเสน , 
หลวงพ่อพุฒ วัดมณีสถิตย์ อุทัยธานี , 
และอีกมากมายคณานับได้ 1,121 องค์

เหรียญพระชัยหลังช้าง ภ.ป.ร. ปี 2530

พระชัยหลังช้าง ภปร

เหรียญดังพิธีดีอีกเหรียญหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวถึง เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แห่งวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ในนามคณะสงฆ์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น สืบเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ.2530 เป็นเหรียญปั๊มด้านหน้าเป็นรูปพระชัยวัฒน์ที่เรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." มีอักษรปรากฏบนเหรียญว่า "5 ธันวาคม 2530" และ "คณะสงฆ์สร้างในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ"

เหรียญพระชัยหลังช้าง เป็นเหรียญดีเพราะพิธีการจัดสร้างเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเจตนาการจัดสร้างเพื่อนำรายได้จากการบริจาคบูชานั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระเกจิอาจารย์ดังปลุกเสกมากมาย

ประการสำคัญยิ่ง เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ ปลุกเสก นั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาส) วัดราชบพิธฯ และสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ.2532 

และ เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระราชาคณะที่ร่วมปลุกเสกอีก คือ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา 
สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา 
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เมื่อครั้งยังเป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์ 

แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุคนั้น อาทิ
หลวงพ่อแพ แห่งวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี 
พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง 
หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม) วัดถ้ำผาปล่อง 
พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี 
พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม 
หลวงปู่ม่น วัดเนินตาหมาก จังหวัดชลบุรี 
พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม 
พระครูปริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม

ที่สำคัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านว่า เหรียญพระชัยหลังช้าง นี้เป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพดีมากๆ กล่าวสำหรับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันนี้ มีความเป็นมาสืบเนื่องจากราชประเพณีหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เริ่มเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" นั้น ได้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บารมีมาด้วยกัน จึงขาดพระพุทธปฏิมาสำหรับถวายสักการะ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขึ้นแทน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล

พระเครื่องและเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของ วัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร.ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้นมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่นเหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพุทธคุณ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง" สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง 2 นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธ.ค.2530 เหรียญพระชัยหลังช้าง มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง มูลเหตุที่นำรูป พระชัยหลังช้างมาจัดสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติล้นเกล้าทั้งสอง พระองค์ ด้วยเห็นว่าพระชัย (หลังช้าง) เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง คู่บุญญาบารมีของปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ควรที่ประชาชนจะมีไว้สักการบูชา เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระองค์ ดังเช่น 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ได้ลิขิตไว้ว่า เหรียญพระชัยหลังช้าง "หากอยู่กับบ้านก็คุ้มบ้าน หากอยู่กับตัวก็คุ้มตัว" และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดดังกล่าว ท่านจึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงเกี่ยวด้วย เหรียญพระชัย (หลังช้าง)" ขึ้น โดยรวบรวมเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับประสบการณ์จากเหรียญนี้มากมายหลายท่าน



เหรียญพระแก้วมรกตทรงเครื่อง ภปร. ฉลอง 200 ปีกรุงเทพฯ

เหรียญ พระแก้วมรกต ภปร ฤดูฝน กรุงเทพ200ปี

เหรียญ พระแก้วมรกต ภปร ฤดูร้อน กรุงเทพ200ปี

เหรียญ พระแก้วมรกต ภปร ฤดูหนาว กรุงเทพ200ปี

พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ เป็นพระพุทธรูปที่ทำมาจากมรกตซึ่งเป็นตระกูลหินหยกชั้นดีที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีค่าประมาณมิได้ในปัจจุบัน เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนตอนต้น ปางสมาธิ ขนาดหน้าตัก 43 ซม. สูง 55 ซม.ประวัติการสร้างพระแก้วมรกตไม่ชัดเจน มีหลายตำนานเช่น บางตำนานกล่าวว่าพระแก้วมรกตสร้างโดยพระอรหันต์ชื่อ พระนาคะเสนเถระ (น่าจะเป็นองค์เดียวกันกับผู้ที่ตอบปัญหาในเรื่องพระเจ้ามิลินท์)สร้างพระแก้วมรกตที่เมืองนครปาตาลีบุตร อินเดีย อดีตเมืองหลวงของพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 500 ปีปัจจุบันพระแก้วมรกต ประดิษฐ์ฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต

วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส

วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด การบูรณะครั้งใหญ่ทั้งพระอาราม มีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามในโอกาสที่มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี 

ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามอีกครั้งใน พ.ศ. 2525 เมื่อมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการบูรณะ ในการบูรณะครั้งนี้ได้มีการจัดสร้างเหรียญพระแก้วมรกต ทั้ง 3 ฤดูให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญ ซึ่งเหรียญพระแก้วมรกตมีการจัดสร้าง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันที่ 
รุ่นแรก ไม่มีคำว่าพระราชศรัทธาอยู่หลังเหรียญ สำหรับเหรียญพระแก้วมรกตแบบแรก ทำพิธีพุทธาภิเศกวันที่ 13 ก.ค.2524โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์ประธาน 

เนื่องจากเหรียญแบบแรกไม่พอกับความต้องการของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างใหม่ เป็นเหรียญแบบที่สอง ที่มีพระราชศรัทธาอยู่หลังเหรียญ โดยทำพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ 9 ธ.ค.2524 มีพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศมาทำพิธีมากมาย กว่าร้อยรูป 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเคยปรารภแก่ลูกศิษย์ลูกหาไว้ว่า เหรียญพระแก้วรุ่น 200 ปีนี้เป็นหนึ่งในพระดีที่ท่านแนะนำให้หาไว้บูชาติดตัวครับ





เหรียญพระไพรีพินาศ ภ.ป.ร. ที่ระลึกครบ 50 ปีแห่งการทรงพระผนวช 2499-2549 ปี 2549

พระไพรีพินาศ ภ.ป.ร. ที่ระลึกครบ 50 ปีแห่งการทรงพระผนวช

ด้วยในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2549 นี้เป็นวาระพิเศษคือ ในวันที่ 3 ตุลาคม 2549 เป็นวาระคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชนมายุ 93 พรรษา และในวันที่ 22 ตุลาคม 2549 เป็นวาระครบ 50 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวช ทรงประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน เมื่อปีพุทธศักราช 2499 วัดบวรนิเวศวิหารและคณะกรรมการโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานอีกด้านหนึ่งของเหรียญพระไพรีพินาศ รูปทรงเสมา "ที่ระลึกครบ 50 ปี แห่งการทรงพระผนวช พุทธศักราช 2499-2549" เป็นที่ระลึกในการจัดนิทรรศการ พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จออกทรงพระผนวช และเพื่อเป็นการตอบแทนผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหาร

พิธีพุทธาภิเษก, พิธีมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 18 ตุลาคม 2549