แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เหรียญในหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เหรียญในหลวง แสดงบทความทั้งหมด

เหรียญพระมหาชนก

เหรียญในหลวง พระมหาชนก เนื้อเงิน 2539

พระมหาชนก คือ พระโพธิสัตย์ หนึ่งในพระชาติ 10 ชาติสุดท้ายก่อนจะทรงอุบัติขึ้นเป็น พระสิทธัตถะ คือพระชาติที่ทรงเป็น สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับเรื่องราวของพระมหาชนกนั้นเป็นวรรณคดีในพุทธศาสนา เรื่องการบำเพ็ญพระบารมีในส่วนของ “พระวิริยะบารมี” ซึ่งเป็นหนึ่งในทศชาติชาดก โดยเรื่องราวกล่าวถึง พระมหาชนกทรงบำเพ็ญพระวิริยะบารมีอย่างยิ่งยวด (ขั้นอุกฤษณ์) ซึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกว่า “วิริยะปรมัตถบารมี” อันมีความหมายว่า “พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยะบารมีอย่างสูงสุดจนเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาล คือการตรัสรู้ธรรมในพระชาติสุดท้าย คือพระพุทธเจ้า ก่อนจะถึงพร้อมด้วยพระนิพพาน ก็คือการหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นอุดมธรรมอันสูงสุดในทางพุทธศาสนา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะในพระราชจริยวัตรของพระมหาชนก ในทางการบำเพ็ญพระวิริยะบารมีและทรงยึดถือพระจริยวัตรเป็นแบบอย่างในการทรงประพฤติ ปฏับัติของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น “สมเด็จพระบรมธรรมิกราช แห่งแผ่นดินไทย” ซึ่งพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่ทรงบำเพ็ญแก่ประเทศชาติและประชาชนไทย เป็นเอนดอนันต์ในระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ เป็นสิ่งที่ยืนยันในพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ ที่ทรงเจริญตามรอยพระวิริยะบารมีแห่งพระมหาชนกโดยแท้จริง

เหรียญพระมหาชนกได้จัดทำคู่กับหนังสือพระมหาชนก ฉบับพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ด้านหนึ่งของเหรียญเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระอริยบถทรงงานมีพระเสโท(เหงื่อ) แสดงให้เห็นว่าแม้พระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็ถึงพร้อมด้วยความเพียรมิได้ทรงย่อท้อต่อการทรงงาน โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักรเป็นแม่แบบในการทำมาหากินของพสกนิกรของพระองค์ ภายใต้พระบรมสาทิสลักษณ์มีอักษร 3 ภาษา ความว่า “วิริยะ” (ภาษาไทย) ภาษาฮินดู-อักษรเทวนาครี และ “Preserverance” อันมีความหมายเดียวกันว่า “ความเพียร” หรือ “วิริยบารมี” ที่พระมหาชนกทรงบำเพ็ญตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ 
อีกด้านของเหรียญเป็นภาพนูนต่ำของ พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมีด้วยการว่ายน้ำในมหาสมุทร ภายหลังจากเรือสำเภาพระราชพาหนะแตกและล่มอับปางลงในมหาสมุทร และทรงสนทนาธรรม พร้อมกับทรงว่ายน้ำ กับนางมณีเมขลา โดยศิลปินได้ปั้นจำลองจากแบบร่างฝีพระหัตถ์ของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์” สมเด็จครูนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ซึ่งทรงวาดร่างไว้ขณะยังทรงพระชนม์ชีพอยู่

สำหรับศิลปินผู้ออกแบบปั้นเหรียญพระมหาชนก ตือ “ศาสตราจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน”อาจารย์ประจำแห่ง คณะจิตรกรรมประติมากรรม ภาพพิมพ์และภาพไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาเขตวังท่าพระ) จัดสร้างด้วยเนื้อโลหะอันทรงคุณค่า 3 ชนิด คือ เนื้อทองคำ มีความบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99 น้ำหนัก 34 กรัม เนื้อนาก อันมีส่วยผสมของทองคำ ร้อยละ 40 น้ำหนัก 24 กรัม และเนื้อเงิน มีความบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99 น้ำหนัก 23 กรัม โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 29 มิลลิเมตร ด้านบนเหรียญประดับพระปรมาภิไธยย่อ “ภ.ป.ร.” พร้อมรัศมีเป็นเรือนยอด มีการตกแต่งผิวแบบด้าน ลักษณะงดงามอลังการแฝงไว้ด้วยความมีชีวิตชีวา มีพลังแห่งความเพียรเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการฟันฝ่าอุปสรรค สมดั่งพุทธภาษิตที่มีมาในพระธรรมบทว่า “วิริเยนทุกขมจติ” อันมีความหมายว่า “บุคคลย่อมล่วงพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยความเพียร”

เหรียญพระมหาชนกเป็นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นควคู่กับหนังสือ “พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ฯ”เมื่อแรกเปิดให้ผู้สนใจสั่งจอง 2 แบบ 2 ราคา คือ 
1. ชนิดราคา 50,000 บาท ประกอบด้วย หนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ฯ เล่มสีน้ำเงิน จำนวน 1 เล่ม พร้อมเหรียญพระมหาชนก 3 กษัตริย์ คือ เหรียญพระมหาชนก เนื้อทองคำ 1 เหรียญ เนื้อนาก 1 เหรียญ และเนื้อเงิน 1 เหรียญ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน 
2.ชนิดราคา 5,000 บาท ประกอบด้วย หนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ฯ เล่มสีแดง จำนวน 1 เล่ม พร้อมเหรียญพระมหาชนกเนื้อเงิน 1 เหรียญ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานในการประกอบพระราชพิธีชัยมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 โดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์และประทับอธิฐานจิตเจริญภาวนาชัยมงคลภิเษก ร่วมกับพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ จำนวน 9 รูป และระหว่างพิธีมีสายฝนโปรยปรายตลอดเวลาเสมือนหนึ่ง เป็นน้ำเทพมนต์จากฟากฟ้าร่วมอนุโมทนาในพิธีเป็นมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯประทับเป็นองค์ประธาน ทรงจุดเทียนชัยในพิธีชัยมังคลาภิเษก ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมและทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ นับเป็นมหาสิริมงคลอันยิ่งใหญ่ เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก ยังผลให้เหรียญพระมหาชนกและหนังสือพระราชนิพนธ์ ถึงพร้อมด้วยพระมหากษัตริยาธิคุณ อันยิ่งใหญ่แห่งองค์สมเด็จพระบรมธรรมิกราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

นอกจากนี้เหรียญพระมหาชนก มีความพิเศษกว่าเหรียญที่ระลึกโดยทั่วๆไป คือเป็นเหรียญพลังแห่งความเพียร ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวันปิดจองแล้วผู้ที่ไม่ได้จองต่างเสียดายตามๆกัน เพราะจัดสร้างตามจำนวนสั่งจอง จึงแสดงความจำนงไปยังคณะกรรมการจัดสร้างที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างเพิ่มเติม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตแต่ให้ลดขนาดเหรียญและขนาดหนังสือ เล็กลงกว่าการสร้างครั้งแรกและทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จฯทรงประกอบพิธีชัยมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ปัจจุบันเหรียญพระมหาชนกทั้งสองขนาด ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

เหรียญพระชัยหลังช้าง ภ.ป.ร. ปี 2530

พระชัยหลังช้าง ภปร

เหรียญดังพิธีดีอีกเหรียญหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวถึง เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แห่งวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ในนามคณะสงฆ์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น สืบเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ.2530 เป็นเหรียญปั๊มด้านหน้าเป็นรูปพระชัยวัฒน์ที่เรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." มีอักษรปรากฏบนเหรียญว่า "5 ธันวาคม 2530" และ "คณะสงฆ์สร้างในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ"

เหรียญพระชัยหลังช้าง เป็นเหรียญดีเพราะพิธีการจัดสร้างเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเจตนาการจัดสร้างเพื่อนำรายได้จากการบริจาคบูชานั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระเกจิอาจารย์ดังปลุกเสกมากมาย

ประการสำคัญยิ่ง เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ ปลุกเสก นั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาส) วัดราชบพิธฯ และสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ.2532 

และ เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระราชาคณะที่ร่วมปลุกเสกอีก คือ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา 
สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา 
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เมื่อครั้งยังเป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์ 

แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุคนั้น อาทิ
หลวงพ่อแพ แห่งวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี 
พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง 
หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม) วัดถ้ำผาปล่อง 
พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี 
พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม 
หลวงปู่ม่น วัดเนินตาหมาก จังหวัดชลบุรี 
พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม 
พระครูปริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม

ที่สำคัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านว่า เหรียญพระชัยหลังช้าง นี้เป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพดีมากๆ กล่าวสำหรับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันนี้ มีความเป็นมาสืบเนื่องจากราชประเพณีหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เริ่มเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" นั้น ได้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บารมีมาด้วยกัน จึงขาดพระพุทธปฏิมาสำหรับถวายสักการะ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขึ้นแทน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล

พระเครื่องและเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของ วัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร.ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้นมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่นเหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพุทธคุณ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง" สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง 2 นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธ.ค.2530 เหรียญพระชัยหลังช้าง มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง มูลเหตุที่นำรูป พระชัยหลังช้างมาจัดสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติล้นเกล้าทั้งสอง พระองค์ ด้วยเห็นว่าพระชัย (หลังช้าง) เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง คู่บุญญาบารมีของปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ควรที่ประชาชนจะมีไว้สักการบูชา เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระองค์ ดังเช่น 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ได้ลิขิตไว้ว่า เหรียญพระชัยหลังช้าง "หากอยู่กับบ้านก็คุ้มบ้าน หากอยู่กับตัวก็คุ้มตัว" และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดดังกล่าว ท่านจึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงเกี่ยวด้วย เหรียญพระชัย (หลังช้าง)" ขึ้น โดยรวบรวมเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับประสบการณ์จากเหรียญนี้มากมายหลายท่าน



เหรียญพระไพรีพินาศ ภ.ป.ร. ที่ระลึกครบ 50 ปีแห่งการทรงพระผนวช 2499-2549 ปี 2549

พระไพรีพินาศ ภ.ป.ร. ที่ระลึกครบ 50 ปีแห่งการทรงพระผนวช

ด้วยในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2549 นี้เป็นวาระพิเศษคือ ในวันที่ 3 ตุลาคม 2549 เป็นวาระคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชนมายุ 93 พรรษา และในวันที่ 22 ตุลาคม 2549 เป็นวาระครบ 50 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวช ทรงประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน เมื่อปีพุทธศักราช 2499 วัดบวรนิเวศวิหารและคณะกรรมการโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานอีกด้านหนึ่งของเหรียญพระไพรีพินาศ รูปทรงเสมา "ที่ระลึกครบ 50 ปี แห่งการทรงพระผนวช พุทธศักราช 2499-2549" เป็นที่ระลึกในการจัดนิทรรศการ พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จออกทรงพระผนวช และเพื่อเป็นการตอบแทนผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหาร

พิธีพุทธาภิเษก, พิธีมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 18 ตุลาคม 2549




เหรียญในหลวง 3 รอบ ปี ๒๕๐๖ อนุสรณ์มหาราช เนื้ออัลปาก้า

เหรียญในหลวง 3 รอบ ปี ๒๕๐๖ อนุสรณ์มหาราช เนื้ออัลปาก้า 

เหรียญอนุสรณ์มหาราช รัชกาลที่ ๙ เฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๓ รอบ ปี ๒๕๐๖ เหรียญอนุสรณ์มหาราชรัชการที่ 9 ครบ 3 รอบ ปี 2506 หรือที่คนชอบเรียกว่า เหรียญเสมา 3 รอบ รัชกาลที่ 9 เหรียญนี้เป็นเหรียญที่ระลึก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 3 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2506 เป็นเหรียญที่ได้ผ่านพิธีการปลุกเสกอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุโบสถวัดราชบพิธ ถึง 2 วาระด้วยกัน โดยพระคณาจารย์ที่โด่งดังในยุคนั้น เช่น

-อาจารย์ทิม วัดช้างไห้
-หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
-หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม
-พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์
-หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
-พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงพ่อผล) วัดหนัง
-หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ ชนแดนฯลฯ

พิธีปลุกเสกใหญ่ ณ อุโบสถวัดราชบพิธ 2 วาระด้วยกันคือ
1. ครั้งแรกวันที่ 29-30 พ.ย.2506
2. ระหว่างวันที่ 5-6-7 เมษายน 2507

พิธีครั้งที่ 1
-รายนามพระคณาจารย์ที่มาปลุกเสก วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2506 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ
1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
2. หลวงพ่อพระครูโพธิสารประสาธน์ วัดโพธิสัมพันธ์ บางละมุง ชลบุรี
3. หลวงพ่อพระวรพจรน์ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
5. หลวงพ่อพระราชหระสิทธิคุณ วัดราชธานี สุโขทัย
6. หลวงพ่อเงิน (พระราชธรรมาภรณ์ )วัดดอนยายหอม นครปฐม
7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
8. พ่อท่านคล้าย วัดสวนขวัญ ฉวาง นครศรีธรรมราช
9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ ปัตตานี

พิธีครั้งที่ 2
-รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสกวันที่ 5 เมษายน 2507
1. พระสุเมธมุนี เจ้าคณะวัดบางหลวง ปทุมธานี
2. พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงพ่อผล) วัดหนัง ธนบุรี
3. พระครูปลัดบุญรอด วัดประดู่พัฒนาราม นครศรีธรรมราช
4. หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ ชนแดน เพชรบูรณ์
5. พระครูนนทกิจวิมล ( หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ นนทบุรี
6. หลวงพ่อบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
7. พระครูพุทธมนต์วราจารย์ (พระปลัดสุพจน์) วัดสุทัศน์ พระนคร
8. พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงปู่เทียน) วัดโบสถ์เชียงราก ปทุมธานี
9. หลวงพ่อหอม วัดขากหมาก ระยอง

-รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสกวันที่ 6 เมษายน 2507 มีดังนี้
1. พระครูพิทักษ์วิการกิจ (หลวงพ่อสา) วัดราชนัดดา พระนคร
2. พระครูสถาพรพุทธมนต์(หลวงพ่อสำเนียง) วัดเวฬุวนาราม บางเลน นครปฐม
3. พระครูธรรมิตรนุรักษ์ วัดเขาหลัก ท่าศาลา นครศรีธรรมราช
4. พระครูรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถีร์) วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
5. พระเทพสังวรวิมล (หลวงพ่อเจียง) วัดเจริญสุขาราม สมุทรสงคราม
6. หลวงพ่อสำเภา วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ ธนบุรี
7. พระครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
8. พระมุจรินทร์โมลี (หลวงปู่ดำ) วัดมุจรินทร์ หนองจิก ปัตตานี

-รายนามพระคณาจารย์ที่อาราถนามาปลุกเสกวันที่ 7 เมษายน 2507
1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก บางไทร อยุธยา
2. พระครูโพธิสารประสาธน์ (อาจารย์บุญมี) วัดโพธิสัมพันธ์ ชลบุรี
3. พระวราพจน์ปัญญาจารย์ (หลวงพ่อวัดป่า) วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
5. พระราชประสิทธิคุณ (หลวงพ่อทิม) วัดราชธานี สุโขทัย
6. พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม นครปฐม
7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
8. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อเมี้ยน) วัดพระเชตุพน พระนคร
9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ โคกโพธิ์ ปัตตานี

***ขึ้นคอเดี่ยวได้สบายมากครับ...พุทธคุณ.....สุดยอด***

***นอกจากนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(สมเด็จย่า) ยังได้นำเหรียญมหาราชนี้ส่วนหนึ่งพระราชทานแก่ ตำรวจตระเวนชายแดนและคณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ใน พอ.สว.(แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์) โดยด้านหลังเหรียญจะตอกอักษรพระปรมาภิไธยย่อว่า "สว"ไว้ด้วย ส่วนใหญ่จะอยู่ทางขวามือด้านหลัง***

เล่ากันว่า... เหรียญที่สมเด็จย่า นำไปพระราชทานนี้ ได้ผ่านการอธิษฐานจิตจากพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดอุดมสมพร อีกครั้งหนึ่ง ทำให้การเล่นหาแพงกว่าเหรียญที่ไม่มีคำว่า "สว"

แต่ถึงอย่างไรก็ดี เหรียญอนุสรณ์มหาราชนี้ ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกมาแล้วที่วัดพระศรีศาสดาราม(วัดพระแก้ว)จากพระสงฆ์ผู้ทรงสมณศักดิ์ ทำให้เหรียญมหาราชนี้ ปรากฏกฤษดาภินิหารด้านแคล้วคลาดจากภยันตรายอยู่เสมอๆจนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วไป.....

ปัจจุบัน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นิยมนำเหรียญนี้ไปกลัดติดกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเชื่อถือและยึดมั่นในพระบารมีของในหลวงให้ปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ใต้เบื้องยุคลพระบาท

........ถ้าไม่มี ก็รีบหามาให้มีเสีย......