แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดปากน้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดปากน้ำ แสดงบทความทั้งหมด

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 3

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 3 พิมพ์ตื้น

สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2499 มีจำนวน 84,000 องค์ โดยได้ทำพิธีบรรจุพุทธานุภาพตามหลักวิชาธรรมกาย โดยหลวงปู่จนกระทั่งตลอดอายุ ภายหลังจากที่ท่านได้มรณภาพได้แล้วถึง 3 ปี ทางวัดจึงได้นำพระรุ่น 3 นี้มาให้ประชาชนได้เช่าบูชา กล่าวคือ ได้เริ่มนำออกจ่ายแจกตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เป็นต้นมาจนกระทั่งหมดลงในปี พ.ศ.2514 เพราะเหตุที่พระของขวัญรุ่น 3 นี้ได้นำออกมาแจกในภายหลังจากที่หลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว จึงทำให้มีผู้เข้าใจผิดคิดว่าพระรุ่น 3 นี้หลวงปู่มิได้เป็นผู้สร้างขึ้น

พระของขวัญรุ่น 3 นี้ในการพิมพ์ระยะแรกนั้นได้ใช้แม่พิมพ์รุ่น 1 ทั้ง 10 พิมพ์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่เมื่อพิมพ์ไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ต้องเปลี่ยนแก้ไขแม่พิมพ์ใหม่ เนื่องจากแม่พิมพ์รุ่น 1 ทั้ง 10 พิมพ์ ได้ใช้งานมามากแล้วถึง 2 รุ่น ด้วยกัน จึงทำให้แม่พิมพ์ดังกล่าวเหล่านี้ตื้น องค์พระที่ได้จึงรางเลือนไม่คมชัด ดังนั้น ทางวัดโดย พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) ซึ่งได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ให้เป็นผู้ดำเนินการพิมพ์ในครั้งนั้น ได้นำแม่พิมพ์ดังกล่าวเหล่านี้ไปให้ช่างตบแต่งแก้ไขใหม่ เพื่อให้แม่พิมพ์มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แม่พิมพ์ที่ตบแต่งแก้ไขใหม่กับแม่พิมพ์เก่าจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ แม่พิมพ์เก่าที่ใช้พิมพ์ในคราวแรกนั้นมักนิยมเรียกกันว่า “พิมพ์ตื้น” ส่วนแม่พิมพ์ที่ตกแต่งแก้ไขขึ้นมาใหม่ มักนิยมเรียกกันว่า “พิมพ์ลึก” หรือ “พิมพ์นูน” เพราะว่าองค์พระจะนูนเด่นชัดเจน พระของขวัญรุ่น 3 นี้ จึงแยกแม่พิมพ์ออกได้เป็นสองชุดใหญ่ๆ คือ

แม่พิมพ์ชุดแรก พิมพ์ตื้น (แม่พิมพ์เก่า)

ใช้แม่พิมพ์รุ่น 1 ทั้ง 10 พิมพ์ องค์พระจะเหมือนกับพระรุ่น 1 ทุกประการ แต่จะสามารถสังเกตความแตกต่างกันได้ก็ตรงที่เนื้อและขนาดขององค์พระ ส่วนผสมต่างๆของพระรุ่น 3 นี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันกับรุ่น 1 และรุ่น 2 แต่ได้เพิ่มส่วนผสมต่างๆที่เป็นตัวประสานเนื้อขององค์พระไว้มากกว่าเดิม อย่างเช่น น้ำมันตั้งอิ๊ว และกล้วยน้ำว้า เป็นต้น เพื่อให้เนื้อขององค์พระมีความแน่นเหนียวกว่าสองรุ่นแรก สีเนื้อขององค์พระส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลือง, สีขาวนวล, สีน้ำตาลอ่อน และสีคล้ำๆ ส่วนขนาดของพระรุ่น 3 จะเล็กกว่าและตื้นกว่ารุ่น 1 และ รุ่น 2

แม่พิมพ์ชุดหลัง พิมพ์นูน (แม่พิมพ์ตกแต่งแก้ไขขึ้นใหม่)

แม่พิมพ์ชุดหลัง หรือพิมพ์หลัง เป็นแม่พิมพ์ที่ได้ตกแต่งแก้ไขขึ้นใหม่จากตัวแม่พิมพ์เดิม และมี 10 พิมพ์เช่นเดียวกัน แต่พระของขวัญจากแม่พิมพ์ที่ตกแต่งแก้ไขใหม่นี้ องค์พระจะอวบอ้วนสมบูรณ์ นูนเด่นชัดมาก พุทธลักษณะทั่วไปของพระของขวัญ รุ่น 3 พิมพ์หลังนี้ เป็นพระนั่งสมาธิราบ องค์พระประทับนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระ ข้างซุ้มทั้งสองด้านมีเส้นม่านเป็นขีดๆเรียงกันเป็นลำดับลงมา ฐานองค์พระเป็นบัวสองชั้น ลักษณะของกลีบบัวจะเป็นเส้นขีดๆเรียงกัน ด้านหลังองค์พระพิมพ์เป็นอักขระขอมอ่านว่า “ธรรมขันธ์” อักขระด้านหลังนี้ลักษณะของตัวอักขระจะแตกต่างจากรุ่น 1 ขนาดของพระโดยประมาณทั้ง 10 พิมพ์นี้ จะกว้าง 1.3 เซนติเมตร ยาว 1.9 เซนติเมตร หนา 6 มิลลิเมตร

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 4 “พระธรรมขันธ์”

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 4 “พระธรรมขันธ์” พระคะแนน หลัง ภ
พระธรรมขันธ์รุ่น 4 - สร้าง ปี พ.ศ.2514 จำนวน 84,000 องค์

ในการสร้างพระธรรมขันธ์นี้ ทางวัดได้จัดพิมพ์พระคะแนนในรุ่นนี้ขึ้นด้วย เรียกว่า พระคะแนนรุ่น 4 โดยใช้แม่พิมพ์เดียวกัน พระคะแนนนี้มีความแตกต่างพิเศษจากพิมพ์ธรรมดาอยู่ 2 ประการ คือด้านหน้าองค์พระจะใส่เส้นเกศาของหลวงพ่อไว้ทุกองค์ เส้นเดียวก็มี หลายเส้นก็มี บางองค์อาจจะไม่ปรากฏเห็น เนื่องจากหลุดหายไปหรือไม่ก็อาจจะฝังจมอยู่ในเนื้อ ด้านหลังองค์พระจะมีตัว “ภ” พิมพ์อยู่เป็นพิเศษอยู่ ด้วย อักษรตัว “ภ” นี้ย่อมาจากคำว่า “พระครูภาวนาภิรม” ชื่อของผู้สร้างในสมัยนั้น พระคะแนนนี้มีทั้งชนิดพิมพ์ 4 เหลี่ยม และชนิดพิมพ์ 3 เหลี่ยม

พระผงธรรมขันธ์รุ่น 4 นี้ ถึงแม้จะเป็นรุ่นที่คณะศิษย์ของหลวงพ่อเป็นผู้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกหรือเป็นรุ่นแรกที่คณะศิษย์ได้สร้างขึ้นก็ตาม หากจะกล่าวถึงในด้านชื่อเสียงและความนิยมโดยทั่วไปแล้วก็นับได้ว่าไม่แตกต่างจากพระของขวัญรุ่น 1 รุ่น 2 และรุ่น 3 ที่หลวงพ่อได้สร้างขึ้นเนื่อเพราะว่าในรุ่นนี้ ได้นำเอาผงพระของขวัญของหลวงพ่อทั้ง 3 รุ่นมาเป็นส่วนผสมด้วยประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือได้ทำพิธีบรรจุอานุภาพตามหลักวิชาธรรมกายเหมือนรุ่น 1-2-3 ซึ่งทางคณะศิษย์ได้ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย จนถึงปัจจุบัน พระธรรมขันธ์รุ่น 4 นี้ จึงคงความศักดิ์สิทธิ์มีผู้นิยมนำไปสักการบูชากันอย่างแพร่หลายจนกระทั่งหมดในปี พ.ศ. 2527

ด้านหลังองค์พระพิมพ์เป็นอักขระขอม อ่านว่า “ธรรมขันธ์”

พระธรรมขันธ์รุ่น 4 นี้ มีส่วนผสมหลายอย่างจะกล่าวพอเป็นสังเขปดังนี้
1. ปูนขาว ที่ทำจากเปลือกหอย
2. กล้วยน้ำว้า
3. ดอกไม้ต่างๆ โดยเฉพาะดอกมะลิ
4. ผงพระของขวัญรุ่น 1 รุ่น 2 และรุ่น 3
5. อัญมณีบางส่วน
6. เส้นเกศาของหลวงพ่อ (โดยเฉพาะพระคะแนน)
7. น้ำมันตั้งอิ๊ว
8. และอื่นๆ

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 7 “บรรจุเจดีย์" ของดีผสมมวลสารเดิม

พระของขวัญ วัดปากน้ำ รุ่น 7 บรรจุเจดีย์ พุทธมณฑล
พระผงรู่นนี้ชื่อว่า รุ่นบรรจุในเจดีย์ที่มหาวิหารหินอ่อนประดิษฐานพระไตรปิฎก เป็นรุ่นที่ ๗ ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. นับจากที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จันทสรเถร) หลวงพ่อวัดปากน้ำสร้างรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ พระรุ่นนี้ได้พิมพ์เป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ผสมผงพระรุ่น ๑-๖ สร้างขึ้นเพื่อบรรจุไว้ในเจดียส่วนหนึ่ง และเพื่อแจกเป็นของขวัญแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างหอสมุดแห่งพระพุทธศาสนา ณ พุทธมณฑล ผู้ที่รับพระไปแล้วเวลาจะเดินทางไปสถานที่ใดให้นำพระติดตัวตลอดเวลา และอาราธนาขอพรให้คุ้มครองป้องกันภยันตราย จะปรารถนาสิ่งใดก็ให้ขอได้จากองค์พระโดยทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนให้เพ่งองค์พระให้ติดตา แล้วหลับตาน้อมองค์พระไปตั้งไว้ทีศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พร้อมกับภาวนาว่า สัมมาอะระหัง อยู่ตลอดเวลา ท่านจะได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากองค์พระ

พระเนื้อผงรุ่น 7 หรือที่เรียกว่า รุ่น “บรรจุเจดีย์” ที่เรียกเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าได้สร้างขึ้นเพื่อนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ที่มหาวิหารพระไตรปิฎก ณ พุทธมณฑล และได้นำส่วนหนึ่งที่เหลือจากการบรรจุมาแจกเป็นของขวัญแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์สร้างหอสมุดพระพุทธศาสนา

มีแม่พิมพ์ทั้งหมด 61 พิมพ์ ไม่นับรวมพระคะแนนอีกต่างหาก 8 พิมพ์
สีเนื้อ มีทั้งสีขาว สีเทา และสีเหลือง

อ้างอิง : พระของขวัญ วัดปากน้ำ พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2539 รวบรวมโดย พระมหาสมควร แสนมหาเกษม

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) "สร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่สิ่งสำคัญต้องสร้างคนก่อน"

เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลงท่านจึงรับภาระดูแลการค้าแทน ท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักนับถือท่านและเนื่องจากท่านเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน อาชีพการค้าจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้านพร้อมเงินรายได้จากการขายข้าวผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองบางอีแท่น มีโจรผู้ร้ายชุกชุมท่านนึกถึงความตายขึ้นมา และได้อธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า
"ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต"

การค้นพบวิชชาธรรมกายอันเป็นของจริงของแท้ เป็นทางบรรลุธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงบรรลุแล้ว เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ท่านจึงมาคำนึงว่า

"คัมภีร โรจายํ ธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึกนึกคิด ถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่จะเข้าถึง ต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด"


เมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำใหม่ๆ ท่านกล่าวว่า

"สร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่สิ่งสำคัญต้องสร้างคนก่อน" 

ดังนั้น ในเบื้องต้นท่านมุ่งไปที่ความประพฤติของพระภิกษุ สามเณรในวัด ท่านต้องการให้ทุกรูปมีข้อวัตรปฏิบัติที่ดี ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย จึงเรียกประชุมพระภิกษุ สามเณรที่อยู่มาก่อนทั้งหมดและให้โอวาทว่า

"เจ้าคณะอำเภอส่งมาเพื่อให้รักษาวัดและปกครองตักเตือนว่ากล่าวผู้อยู่วัดโดยพระธรรมวินัย อันจะทำให้วัดเจริญได้ต้องอาศัยความพร้อมเพรียง และเห็นอกเห็นใจกัน จึงจะทำความเจริญได้ ถิ่นนี้ไม่คุ้นเคยกับใครเลย มาอยู่นี้เท่ากับถูกปล่อยเกาะ โดยไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะต่างไม่รู้จักกัน แต่ก็มั่นใจว่า ธรรมที่พวกเราปฏิบัติตรงต่อพระพุทธโอวาท จะประกาศความราบรื่นและรุ่งเรืองให้แก่ผู้มีความประพฤติเป็นสัมมาปฏิบัติ ธรรมวินัยเหล่านั้นจะกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไป

พวกเราบวชกันมาคนละมากๆ ปี ปฏิบัติธรรมเข้าขั้นไหน มีพระปาฏิโมกข์เรียบร้อยอย่างไร ทุกคนทราบความจริงของตนได้ ถ้าเป็นไปตามแนวพระธรรมวินัยก็น่าสรรเสริญ ถ้าผิดพระธรรมวินัยก็น่าเศร้าใจ เพราะตนเองก็ติเตียนตนเอง

ได้เคยพบมาบ้างแม้บวชตั้งนานนับเป็นสิบๆ ปี ก็ไม่มีภูมิจะสอนผู้อื่น จะเป็นที่พึ่งของศาสนาก็ไม่ได้ ได้แต่อาศัยศาสนาอย่างเดียว ไม่ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและแก่ท่าน ซ้ำร้ายยังทำให้พระศาสนาเศร้าหมองอีกด้วย บวชอยู่อย่างนี้เหมือนตัวเสฉวน จะได้ประโยชน์อะไรในการบวช ในการอยู่วัด

ฉันมาอยู่วัดปากน้ำ จะพยายามตั้งใจประพฤติให้เป็นไปตามแนวพระธรรมวินัย พวกพระเก่าๆ จะร่วมก็ได้ หรือว่าจะไม่ร่วมด้วยก็แล้วแต่อัธยาศัย ฉันจะไม่รบกวนด้วยอาการใดๆ เพราะถือว่าทุกคนรู้สึกผิดชอบด้วยตนเองดีแล้ว ถ้าไม่ร่วมใจก็ขออย่าได้ขัดขวาง ฉันก็จะไม่ขัดขวางผู้ไม่ร่วมมือเหมือนกัน ต่างคนต่างอยู่ แต่ต้องช่วยกันรักษาระเบียบของวัด คนจะเข้าจะออกต้องบอกให้รู้ ที่แล้วมาไม่เกี่ยวข้อง เพราะยังไม่อยู่ในหน้าที่ จะพยายามรักษาเมื่ออยู่ในหน้าที่"


เมื่อท่านอาพาธหนักได้เรียกศิษย์ให้ดำเนินการสอนเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป และสั่งว่า เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ให้เก็บสรีระของท่านไว้ไม่ให้เผา

หลวงพ่อสดท่านถึงแก่มรณภาพอย่างสงบสมดังเช่นจอมทัพธรรม ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๕๐ น. สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี ๓ เดือน ๒๔ วัน มีอายุพรรษาได้ ๕๓ พรรษา 

หลวงพ่อสด